วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"ซูเปอร์เค"ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย87 - น.ส.พ.คมชัดลึก

"ซูเปอร์เค" เกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่าการ กฟผ.คนแรก ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุ 87 ปี พระราชทานน้ำหลวงอาบศพจันทร์ที่ 18 ต.ค. เวลา 17.30 น. พร้อมรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นเวลา 3 วัน

          เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม นายเกษม จาติกวณิช อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนแรก ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี สิริอายุ 87 ปี ทั้งนี้ วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม เวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และทรงพระมหากรุณาธิคุณรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-20 ตุลาคม เวลา 19.00 น. หลังจากนั้นจะมีการสวดพระอภิธรรมต่อ ระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม ณ บ้านพักสนามกอล์ฟเลควูด จ.สมุทรปราการ โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพวันที่ 25 ตุลาคม 2553 เวลา 17.00 น. ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ ในการนี้เจ้าภาพขอความกรุณางดพวงหรีด

          นายเกษม จาติกวณิช เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2467 เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนบุตรธิดา 8 คนของ พระยาอธิกรณ์ประกาศ (หลุย จาติกวณิช) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ และองคมนตรีในรัชกาลที่ 7 กับ คุณหญิงเสงี่ยม จาติกวณิช สมรสกับคุณหญิงชัชนี จาติกวณิช (สกุลเดิม ล่ำซำ บุตรสาวนายโชติ ล่ำซำ และนางน้อม (อึ๊งภากรณ์) มีบุตร 2 คน คือ 1.นายวสันต์ จาติกวณิช และ 2.นายวิชญา จาติกวณิช และมีศักดิ์เป็นลุงของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า และสาขาเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ.2490 เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา

          งานแรกที่ต้องรับผิดชอบคือ การสร้างเขื่อนยันฮี หรือเขื่อนภูมิพล โดยต้องทำรายงานเพื่อเสนอขอกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวนถึง 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่นับว่าสูงมากในสมัยนั้น และทำให้นายเกษมมีโอกาสได้สะสมความรู้ในการบริหารโครงการ และบริหารการเงิน เป็นอย่างมาก

          หลังเขื่อนภูมิพลก่อสร้างแล้วเสร็จ นายเกษมได้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการไฟฟ้ายันฮี ต่อมาได้สร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี กระทั่งการไฟฟ้ายันฮีกลายสภาพเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายเกษมจึงได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.คนแรก ต่อมาในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายเกษมได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และในรัฐบาล "เกรียงศักดิ์ 2" ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษานายกฯ

          หลังจากลาออกจาก กฟผ. นายเกษมได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในคราวเดียวกันถึง 4 แห่ง คือ เป็น กรรมการอำนวยการบริษัทไทยออยล์, ประธานกรรมการบริษัทบางจาก ปิโตรเลียม, ประธานกรรมการบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ และประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหารแบงก์เอเชียทรัสต์

          ต่อมาใน พ.ศ.2543 นายเกษมได้ตอบรับคำเชิญของ นายคีรี กาญจนพาสน์ มาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี ในวัย 67 ปี โดยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้โครงการรถไฟฟ้าสายแรกของไทยสามารถเปิดให้บริการต่อสาธารณะได้สำเร็จ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร มาจนถึงปัจจุบัน

          จากฝีมือการบริหารหน่วยงานต่างๆ จนประสบความสำเร็จ นายเกษมจึงได้รับสมญานามจากสื่อมวลชนว่า "ซูเปอร์เค" และ "เจ้าพ่อพลังงาน"

ข่าวโดย : น.ส.พ.คมชัดลึก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น